แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dendrobium แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dendrobium แสดงบทความทั้งหมด

กล้วยไม้สกุลหวาย Dendrobium spp. ในปั้ม ป.ต.ท.

       ในประเทศที่กำลังพัฒนา ที่ผ่านมามีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว-- นำธรรมชาติออก แทนที่ด้วยเทคโนโลยี หรือสิ่งก่อสร้าง--เช่น พื้นคอนกรีต เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนเริ่มห่างไกลธรรมชาติ ความรู้สึกเครียดมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เราเริ่มรู้ว่าการนำธรรมชาติออกจากชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง



       ในปัจจุบันเริ่มมีการทุบ/รื้อถอนสิ่งก่อสร้าง--พื้นคอนกรีต เพื่อนำธรรมชาติเข้ามาแทนที่ บริเวณริมถนนก็มีการปลูกต้นไม้มากขึ้น ในหน่วยงานต่างๆ หรือบริเวณรอบๆอาคารสูง







       ภาพดี้เป็นภาพในบริเวณปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งได้จัดสวนสำหรับนั่งพักผ่อน สวนผัก อีกทั้งยังมีกล้วยไม้อยู่หลายต้น

       การปลูกกล้วยไม้นี้ ใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้น การให้ปุ๋ยเป็นแบบปุ๋ยละลายช้า ให้ทุกๆ 3 ถึง 4 เดือน มีสายยางขนาดเล็กต่อตรงถึงกล้วยไม้แต่ละต้น เพียงเปิดวาล์ว กล้วยไม้ทุกต้นก็จะถูกรด






       ธรรมชาติเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับมนุษย์ มิใช่ในตู้กระจกสี่เหลี่ยม หรือห้องที่ล้อมรอบไปด้วยผนังคอนกรีต--จะว่าไป ผู้เขียนเองก็กำลังนั่งในห้องนี้!











ใช้สายยางขนาดเล็กเชื่อมโยงต้นกล้วยไม้ทุกต้น การลดน้ำต้นไม้ก็เป็นเรื่องง่ายดาย

ใช้ปุ๋ยแบบละลายช้า

"สุดทางรัก" เอามาปักไว้ในสวน เอ๊ะ ยังไง

สำหรับสวน ก็จัดแบบเป็นธรรมชาติๆ มีนก มีปลา




เป็นสวนสำหรับพักผ่อนที่ดีที่หนึ่ง

กล้วยไม้สายพันธุ์(หวาย) Dendrobium unicum Orchid

ชื่ออื่นๆ : Unique Dendrobium
ถิ่นกำเนิด : ไทย ลาว
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น

       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบในช่วง 1970 เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยอยู่บนต้นไม้อื่นที่อยู่ในป่าเขตร้อน ลำต้นจะยืดยาวออก แล้วมีกาบบางๆหุ้มลำต้น ดอกแทงยอดออกจากลำต้น--เป็นกล้วยไม้ที่ไม่เหมือนกล้วยไม้ชนิดอื่น มันจึงได้ชื่อว่า Unique Dendrobium มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีส้ม กลีบปากมีลักษณะเป็นท่อ เมื่อดอกบานเต็มที่ จะเหมือนนิ้วมือ และมีกลิ่นหอม




       กล้วยไม้หวายชนิดนี้ปลูกเหมือนกล้วยไม้สกุลหวายทั่วไป ปลูกในกระถางดินเผา กระถางไม้ หรือผูกไว้กับต้นไม้ กล้วยไม้ต้องการแสงแดดมาก และต้องการความชื้นมากกว่า 70 เปอร์เซ็น ในฤดูใบไม้ร่วง กล้วยไม้ชนิดนี้จะทิ้งใบจนหมด ซึ่งเป็นช่วงพักตัวของกล้วยไม้ ในช่วงนี้ควรรักษาความชื้นไว้ เพื่อไม่ให้ลำลูกกล้วยแห้งตาย


       กล้วยไม้อีกชนิดที่เหมือนกล้วยไม้ชนิดนี้ คือ กล้วยไม้สกุลหวาย Dendrobium arachnites ซึ่งเจริญเติบโตในประเทศพม่า มีวิธีการปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์เหมือนๆกัน

กล้วยไม้สายพันธุ์เอื้องคำฝอย | Dendrobium brymerianum Orchid

ชื่ออื่นๆ : Callista brymerana
ถิ่นกำเนิด : มาเลเซีย ลาว ไทย
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ป่านกลาง - อบอุ่น

ดอกกล้วยไม้สายพันธุ์ Dendrobium brymerianum
เอื้องคำฝอย
       ในปี 1872 ได้มีการค้นพบกล้วยไม้สายพันธุ์เอื้องคำฝอยที่ประเทศพม่า เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่เจริญเติบโตในป่าที่มีความสูง 1,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีลำลูกกล้วยเป็นทรงกระบอก ยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ดอกมีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นกลุ่ม ช่อดอกหนึ่งๆจะมีดอกประมาณ 5 ดอก กลีบปากใหญ่ และจะมีขนยื่นออกมา เพื่อทำหน้าที่ล่อแมลง










ต้นกล้วยไม้สายพันธุ์ Dendrobium brymerianum
เอื้องคำฝอย
       กล้วยไม้เอื้องคำฝอยนิยมปลูกในกระุถางที่มีขนาดใหญ่ เพราะกล้วยไม้มีการเจริญเติบโตแบบขยายออก กล้วยไม้สกุลหวายชนิดนี้ต้องการแสงแดดมากพอสมควร และความชื้นมากกว่า 70 เปอร์เซ็น และความชื้นสำหรับฤดูหนาวคือ 50 เปอร์เซ็น อุณหภูมิไม่ควรต่ำกว่า 15 องศาตลอดปี














       ก่อนที่จะค้นพบกล้วยไม้สกุลสิงโตกลอกตา กล้วยไม้สกุลหวายเป็นกล้วยไม้ที่มีสายพันธุ์มากที่สุด ซึ่งมีมากกว่า 1,500 สายพันธุ์ และพันธุ์ผสมอีกมากมาย ทั้งในประเทศร้อนและหนาว

       ในปัจจุบัน กล้วยไม้สกุลสิงโตมีสายพันธุ์มากกว่า 2,000 สายพันธุ์ กลายเป็นพืชที่มีสายพันธุ์มากที่สุดในขณะนี้

ที่มา
http://www.orchidspecies.com/
http://www.wikimedia.org/

กล้วยไม้สายพันธุ์ Dendrobium phalaenopsis Orchid

กล้วยไม้หวาย สายพันธุ์ฟาแลน
ชื่ออื่นๆ : Vappodes phalaenopsis, Dendrobium bigibbum, Dendrobium sumneri
ถิ่นกำเนิด : ประเทศกินี ประเทศปาปัวนิวกินี ออสเตรเลีย
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานกลาง

        กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกบรรยายไว้ในปี 1852 เป็นทั้งกล้วยไม้อิงอาศัยและกล้วยไม้ที่เติบโตบนหิน มันสามารถเติบโตอยู่กลางที่แจ้งได้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้ กล้วยไม้จะอาศัยในที่ร้อนและมีความชื้นสูง ในช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง--กลางวันร้อน กลางคืนเย็น กล้วยไม้ชนิดนี้มีลำต้น(ลำลูกกล้วย)ที่ตั้งตรง ออกดอกเป็นช่อ แต่ล่ะช่อมีดอกประมาณ 20 ดอก ดอกมีสีม่วง ดอกมีลักษณะเหมือนดอกฟาแลน มันจึงได้ชื่อว่าเป็นหวายฟาแลน แต่กล้วยไม้ชนิดนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักพฤกษศาสตร์ เนื่องจากมันมีลักษณะฟอร์มและสีที่แตกต่างกันอย่างมาก มันจึงมีหลายชื่อเรียก

       กล้วยไม้ชนิดนี้นิยมปลูกกันทั่วไป อาจปลูกไว้ในกระถาง หรือมัดไว้กับต้นไม้ก็ได้ ต้องการแสงแดดมากพอสมควร--ถ้าแดดไม่เพียงพอ กล้วยไม้จะไม่ออกดอก มันทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งได้ดี ความชื้นไม่ควรต้ำกว่า 60 เปอร์เซ็นตลอดปี

*กล้วยไม้ชนิดนี้ เป็นสัญลักษณ์ของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

กล้วยไม้สายพันธุ์ Dendrobium nobile Orchid

ชื่ออื่นๆ : Dendrobium coerulescens
ถิ่นกำเนิด : อินเดีย ไทย ลาว เวียดนาม
การเพาะปลูก : ปานกลาง
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : หนาว

       กล้วยไม้ถูกค้นพบโดย J.R. Reeves ในปี 1830 เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่เจริญเติบโตที่ระดับความสูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลำลูกกล้วยของกล้วยไม้อาจสูงถึง 1 เมตร ออกดอกเป็นกลุ่ม ช่อดอกมีประมาณ 2-4 ดอก ดอกมีสีชมพูและสีเหลือง

       กล้วยไม้สกุลหวายเป็นกล้วยไม้ที่ปลูกง่าย มันทนทานต่อสภาพอากาศ สามารถปลูกโดยใช้กาบมะพร้าวในกระถางหรือปลูกไว้บนต้นไม้ก็ได้ ในช่วงฤดูหนาวกล้วยไม้สกุลนี้มักมีการพักตัว--ควรลดการให้น้ำ หากให้น้ำในช่วงพักตัว มันจะทิ้งใบ

       สกุลหวาย ไม่ใช่เพียงแค่ปลูกเลี้ยงง่ายเท่านั้น แต่ยังเพาะพันธุ์ง่ายอีกด้วย

กล้วยไม้สายพันธุ์ Dendrobium fimbriatum Orchid

ชื่ออื่นๆ : Callista fimbriatum, Dendrobium paxtonii
ถิ่นกำเนิด : เนปาล มาเลเซีย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม
การเพาะปลูก : ค่อนข้างยาก - ยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น

       กล้วยไม้เติบโตที่ความสูง 800 ถึง 2,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบที่บริเวณตีนเขาหิมะลัย เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่มีลำต้นตรง(ลำลูกกล้วย) มีช่อดอกที่ไม่ตรงนัก ออกดอกเป็นกระจุกขนาดใหญ่ และมีกลีบปากที่ใหญ่ ดอกมีสีเหลือง กลีบปากมีสีเหลืองและสีแดงเข้ม









       ลักษณะการปลูกเลี้ยง เหมือนหวายส่วนใหญ่ ต้องการความชื้นสูงกว่า 80 เปอร์เซ็น กล้วยไม้จะไม่ออกดอกหากอุณหภูมิต่ำ เป็นกล้วยไม้ที่ต้องการความอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ควรรดน้ำในปริมาณมากในฤดูร้อน และรดน้ำในปริมาณที่น้อยในฤดูหนาวเนื่องจากเป็นระยะพักตัว กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกระบุว่าเลี้ยงยาก
















กล้วยไม้สายพันธุ์ Dendrobium anosmum Lindley Orchid

ชื่ออื่นๆ : Dendrobium macrophyllum, Dendrobium superbum, Dendrobium macranthum
ถิ่นกำเนิด : ฟิลิปปิน ลาว มาเลเซีย เวียดนาม... เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น

ดอกกล้วยไม้สายพันธุ์ Dendrobium anosmum
       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกอธิบายโดย John Lindley ในปี 1845 เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่เติบโตในเมืองร้อน โดยขึ้นอยู่ตามกิ่งไม้ในป่า ใบอาจยาวถึง 25 ซม มีลำลูกกล้วยเป็นทรงกระบอก ยาวถึง 3 เมตร ช่อดอกแทงออกจากตาที่อยู่บนลำลูกกล้วย กลีบดอกและกลีบเลี้ยงมีสีชมพู กลีบปากมีสีชามพูเข้ม--หรือม่วง ดอกมีขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร ดอกกล้วยไม้มีกลิ่นหอม

       กล้วยไม้ชนิดนี้เหมือนกล้วยไม้สกุลหวายส่วนใหญ่ ที่ปลูกในกระถางไม้หรือกระถางพลาสติก ต้องการแสงมาก และต้องการความชื้นมากกว่า 80 เปอร์เซ็น ช่วงที่กล้วยไม้จะออกดอก ควรลดอุณหภูมิลง หรือย้ายต้นกล้วยไม้ไปไว้ในที่ๆเย็นขึ้น


ดอกกล้วยไม้สายพันธุ์ Dendrobium anosmum


       กล้วยไม้สกุลหวาย เป็นกล้วยไม้ที่มีหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่นิยมปลูกเลี้ยงทั่วไป เพราะเลี้ยงง่าย ราคาถูก นิยมนำดอกไปไหว้พระ หรือนำไปจัด-ตกแต่งงานพิธีต่างๆ ดอกมีกลิ่นหอม









กล้วยไม้สกุลแวนด้า พันธุ์ผสมทั่วไป สีแดง ส้มหละชมพู









เรื่องราวกล้วยไม้ : จากป่าเขตร้อน จนกระทั้งถึงกลางทะเลทราย

       กล้วยไม้รังนก (Bird's-nest Orchid) เป็นกล้วยไม้สายพันธุ์ที่เจริญเติบโตในบริเวณร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ รากของมันจะพันม้วนกันเป็นกระจุกเหมือนรังนก มันจึงถูกเรียกว่าเป็นกล้วยไม้รังนก กล้วยไม้ผีหรือกล้วยไม้รังนกนี้มักจะมีลำต้น ใบ และดอกเป็นสีน้ำตาล มันเป็นพืชที่ไม่มีสารคลอโรฟิลล์ที่ใช้สารสารอาหาร ในการสร้างอาหารกล้วยไม้เหล่านี้ต้องมีเชื้อราบางชนิดคอยสังเคราะห์อาหารแทนคลอโรฟิลล์

กล้วยไม้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง
       เขตร้อนชื้นเป็นเหมือนขุมทองของเหล่ากล้วยไม้ เช่น กล้วยไม้สกุล Dactylorhiza เป็นกล้วยไม้ที่มีดอกกระจุกตัวอยู่ในช่ออย่างหนาแน่น กล้วยไม้สกุลนี้มีประมาณ 6 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่จะมีดอกสีชมพู-แดง(เช่น marsh ochid) หรือสีเหลืองซีด(เช่น Dactylorhiza sambucina) ชื่อเหล่านี้ได้มาจากกลิ่นของดอก

กล้วยไม้สกุลแวนด้า พันธุ์ผสม หลากหลาย แต่ภาพไม่ค่อยชัด


Vanda Orchid Flower Picture Hybrid

Vanda Orchid Flower Picture Hybrid

Vanda Orchid Flower Picture Hybrid

Vanda Orchid Flower Picture Hybrid

Vanda Orchid Flower Picture Hybrid

Vanda Orchid Flower Picture Hybrid

เรื่องราวกล้วยไม้ : จากป่าเขตร้อน จนกระทั้งถึงกลางทะเลทราย

       ในอุณหภูมิที่หลากหลายของป่า กล้วยไม้จะค่อนข้างหลากหลาย ในระบบนิเวศประเภทนี้ กล้วยไม้มักจะอาศัยอยู่บนดิน รากของกล้วยไม้ส่วนใหญ่จะเป็นหัว(Tuber) หรือเหง้า(Rhizome) สำหรับเก็บน้ำและอาหารไว้ โดยเฉพาะกล้วยไม้สกุล"Orchis"ชื่อของมันมาจากภาษากรีกโบราณ เป็นกล้วยไม้ดินที่มีสายพันธุ์มากมาย หัว(ราก)ใหม่ของกล้วยไม้Orchisจะเกิดขึ้นที่ละ2หัวและหัวเก่าจะตาย1หัวต่อปี(โดยประมาณ) หัวที่แก่กว่าจะทำหน้าที่เก็บอาหารไว้ และเหี่ยวตายอย่างช้าๆ ส่วนหัวใหม่ก็จะแทงยอดขึ้นบนดิน

กล้วยไม้ที่ไม่มีสารสังเคราะห์แสง
       กล้วยไม้บางสายพันธุ์เจริญเติบโตในบริเวณที่มีแสงแดดน้อย มันจึงไม่มีสาร'คลอโรฟิลล์'ที่ช่วยในการสร้างสารอาหาร กล้วยไม้สายพันธุ์นี้จึงถูกเรียกว่า"กล้วยไม้ผี"(Epipogium aphyllum) มันเป็นกล้วยไม้ที่หายากมาก กลีบดอกมีลักษณะเกือบโปร่งแสง ซึ่งใช้ดึงดูดผึ้งตัวผู้มาให้มาผสมเกสรให้มัน โดยการส่งกลิ่นอ่อนๆออกมา

แวนด้าพันธุ์ผสม ทั่วไป


Orchids Flower Pictures
Orchids Flower Pictures
Orchids Flower Pictures
Orchids Flower Pictures
Orchids Flower Pictures
Orchids Flower Pictures
Orchids Flower Pictures
Orchids Flower Pictures
Orchids Flower Pictures


เรื่องราวกล้วยไม้ : จากป่าเขตร้อน จนกระทั้งถึงกลางทะเลทราย
       นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ากล้วยไม้เกิดขึ้นในช่วง'ยุคจูแรสซิก' เมื่อ'มหาทวีปแพนเจีย'ได้แยกออกจากกัน กล้วยไม้จึงได้กระจายไปเกือบทั่วโลก(ยกเว้นบริเวณแถบขั่วโลก) เนื่องจากกล้วยไม้สามารถขยายพันธุ์ได้มาก มันจึงอยู่มาถึงยุชปัจจุบัน กล้วยไม้ถูกพบได้เกือบทุกที่ เช่น ในทุ่งหญ้ากว้าง ในป่าใหญ่ บนภูเขา บริเวณชายฝั่งหรือแม้แต่บนหน้าผาสูง กล้วยไม้บางชนิดบนเทือกเขาหิมาลัย เจริญเติบโตในระดับความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตลอดจนกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตกลางทะเลทรายในออสเตรเลีย

กล้วยไม้ที่เติบโตบนพื้นดินในป่า
       มีกล้วยไม้หลากหลายชนิดที่ถูกพบในป่าฝนเขตร้อน กล้วยไม้จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เช่นมีรากยาวเพื่อยึดตัวเองกับต้นไม้ ให้ลำต้นตั้งตรงได้ กล้วยไม้บางสายพันธุ์เติบโตบนโขดหินหรือหน้าผา (เรียกว่า Lithophyte) นักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่า การเจริญเติบโตบนหน้าผาเป็นการป้องกันตัวไม่ให้ถูกกินจากสัตวว์กินพืชทั้งหลาย เช่น กล้วยไม้ Phragmipedium besseae ที่มีดอกสีแดง-ส้ม เพิ่งถูกค้นพบในปี 1981 เนื่องจากมันเจริญเติบโตอยู่หน้าผา ซึ่งยากต่อการเข้าถึง กล้วยไม้สายพันธุ์นี้จึงถูกค้นพบช้า