แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กล้วยไม้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กล้วยไม้ แสดงบทความทั้งหมด

กล้วยไม้ป่าในประเทศไทย | Wild Orchids for Sale in Thailand

ประมาณ 15 ปีก่อน กล้วยไม้ป่าในประเทศลาวถูกนำมาขายในไทยอย่างมากมาย โดยนำกล้วยไม้ใส่ถุงปุ๋ย แล้วส่งลงเรือมาฝั่งไทย และราคาก็ไม่แพง เพียงกระสอบละ 50 บาทเท่านั้น (ตอนนั้นค่าเงินแตกต่างจากปัจจุบัน) ในตอนนั้น กล้วยไม้ป่าในประเทศไทยยังไม่ค่อยถูกทำลาย เพราะว่ากล้วยไม้ป่าจากประเทศอื่นมีราคาถูกกว่า

ประมาณ 5 ปีก่อน การขายกล้วยไม้ป่าเริ่มลดลง และมีราคาแพงขึ้นกว่าเดิมมาก ทีนี้ป่าในประเทศไทยก็เริ่มที่จะถูกบุกรุกเพราะกล้วยไม้ป่าเริ่มมีราคางาม

ในปัจจุบันกล้วยไม้ป่ามีราคาเกือบเท่ากล้วยไม้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (แต่ยังคงถูกกว่า)




ทำไมถึงซื้อกล้วยไม้ป่า?
  • แต่ก่อน กล้วยไม้ป่ามีราคาถูกกว่ามาก และเป็นสายพันธุ์กล้วยไม้ที่หาซื้อไม่ได้
  • จริง ๆ แล้วกล้วยไม้ป่ามีดอกที่ไม่สวยเท่ากล้วยไม้จากการเพาะเนื้อเยื่อ เพราะว่าการที่จะนำกล้วยไม้มาเพาะเนื้อเยื่อนั้นต้องพัฒนาสายพันธุ์พ่อ-แม่ มาพอสมควร

ทำไมถึงควรซื้อกล้วยไม้จากการเพาะเมล็ด?
  • หยุดการบุกรุกป่าไม้
  • ได้ดอกกล้วยไม้ที่สวยงามกว่า
  • กล้วยไม้ออกดอกบ่อยกว่า

กล้วยไม้เอื้อง Phaius tankervilleae Orchid

ชื่ออื่นๆ : Phaius grandifolius, Phaius bicolor
ถิ่นกำเนิด : จีน อินเดีย พม่า มาเลเซีย อินโดนิเซีย ออสเตรเลีย นิวกินี ญี่ปุ่น
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานกลาง

กล้วยไม้เอื้อง Phaius tankervilleae Orchid
(upload.wikimedia.org)
       กล้วยไม้ชนิดนี้เป็นกล้วยไม้ดินที่มีขนาดใหญ่ เป็นหนึ่งในกล้วยไม้ที่เก่าแก่ที่สุด ถูกค้นพบในปี 1778 โดย Sir Joseph Banks พบอยู่บนเนินเขาและหุบเขาที่มีความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล กล้วยไม้ชนิดนี้มักเจริญเติบโตในบริเวณที่ชื้นแชะที่ในฤดูหนาวมีอุณหภูมิลดต่ำลงถึง 5 องศาเซียลเซียส

       กลีบดอกและกลีบเลี้ยงมีสีน้ำตาลอ่อน กลีบปากมีสีม่วง








กล้วยไม้เอื้อง Phaius tankervilleae Orchid
(upload.wikimedia.org)
       หากวัดจากโคนต้นถึงยอดกล้วยไม้อาจมีความสูงถึง 2 เมตร กล้วยไม้ชนิดนี้ออกดอกเป็นช่อ

       กล้วยไม้ดินนี้มักนิยมปลูกในกระถางดินเผา กล้วยไม้ต้องการแสงแดดรำไร แม้ว่ากล้วยไม้ชนิดนี้ทนความหนาวเย็นได้ดี แต่ไม่ควรปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไว้ในที่ๆมีอุณหภูมิต่ำ และอุณหภูมิไม่ควรสูงเกิน 35 องศา กล้วยไม้ชนิดนี้ทนความแห้งแล้งได้ดี แต่หากสภาพอากาศแห้ง มันจะไม่ออกดอก

       กล้วยไม้สกุล Phaius มีสายพันธุ์ประมาณ 40 สายพันธุ์(ชนิด) ดอกกล้วยไม้ส่วนใหญ่มีสีน้ำตาล ด้วยเหตุนี้กล้วยไม้สกุลนี้จึงได้ชื่อว่า "Phaius" ซึ่งมาจากภาษากรีก--Phaios---แปลว่า"น้ำตาล"

กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี Paphiopedilum micranthum Orchid

รูปภาพรกล้วยไม้สกุลองเท้านารี Paph. micranthum
(http://upload.wikimedia.org/)
ชื่ออื่นๆ : Silver Slipper Orchid,  Hard-leaved Pocket Orchid[1]
ถิ่นกำเนิด : จีน
การเพาะปลูก : ค่อนข้างยาก - ยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต :

       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบในปี 1951 เฉพาะถิ่นใน'มณฑลยูนนาน'--สถานที่ซึ่งกล้วยไม้เจริญเติบโตอยู่ในดินปูนชื้น(damp calcareous soil.) ที่ระดับความสูง360 ถึง 1600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกส่งออกครั้งแรกในปี 1984 ปัจจุบันกล้วยไม้ชนิดนี้ถูกนำไปทำเป็นพ่อ-แม่พันธุ์มากมาย เนื่องจากสีดอก--สีชมพู เป็นสีที่หายากในท่ามกลางกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี










รูปภาพรกล้วยไม้สกุลองเท้านารี Paph. micranthum
(www.flickr.com)
       กล้วยไม้ชนิดนี้เป็นหนึ่งในกล้วยไม้ที่ชอบดินที่อุดมไปด้วยแคลเซียม มักปลูกกล้วยไม้ในกระถางดินเผา โดยใช้ดินในการปลูกผสมกับ'หินโดโลไมต์'(จริงๆแล้วมันเป็นแร่) หรือผสมกับหินชอล์ก--ผสมเพียงเล็กน้อย กล้วยไม้ชนิดนี้ยากต่อการนำมาปลูกในที่พักอาศัย เนื่องจากมันต้องการอุณหภูมิที่ไม่คงที่ คือ ต้องการอุณหภูมิกว่า 30 องศาในฤดูร้อนและต้องการอุณหภูมิต่ำกว่า 12 องศาในฤดูหนาว อุณหภูมิเหล่านี้ยากต่อการควบคุม


       ปัจจุบันกล้วยไม้ชนิดนี้เป็นกล้วยไม้ควบคุม










การกระจายพันธุ์ (แหล่งกำเนิด)
กล้วยไม้ Paphiopedilum micranthum ถูกพบในภาคเหนือของประเทศเวียดนามตลอดจนประเทศจีน เติบโตที่ระดับความสูง 360 ถึง 1600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นกล้วยไม้ที่พบได้บนหน้าผา ตามรอยแยกของหินที่มีใบไม้เน่าเปื่อยทับถมอยู่ บนหินปูนและในดินเหนียว ในบริเวณที่มีหมอกหนาแน่นในฤดูหนาวและมีฝนตกชุกในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ถึงช่วงฤดูร้อน

การเพาะปลูก
นำกล้วยไม้ไปไว้ในที่มีแสงแดดรำไร อุณหภูมิประมาณ 30 องศา ความชื้นประมาณ 60 ถึง 80 เปอร์เซ็น

แหล่งอ้างอิง
[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Paphiopedilum_micranthum

กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี Paphiopedilum haynaldianum Orchid

ชื่ออื่นๆ : Cordula haynaldianum
ถิ่นกำเนิด : ประเทศฟิลิปปินส์ (เกาะลูซอนและเกาะเนกรอส)
การเพาะปลูก : ค่อนข้างยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น

ดอกกล้วยไม้รองเท้านารี Paph. haynaldianum
(commons.wikimedia.org)
       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบในปี 1870 บนเกาะลูซอน เป็นกล้วยไม้ดินและกล้วยไม้อิงอาศัย มักเจริญเติบโตในบริเวณที่มีความชื้นสูงหรือในโพรงไม้ กล้วยไม้ชนิดนี้มีช่อดอกที่ยาวมาก แต่ละช่อมักมีดอก 2 ถึง 3 ดอก ดอกมีขนาด 10 ถึง 15 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีชมพู มีลายจุดสีม่วง

       กล้วยไม้ต้องการความชื้น 50 เปอร์เซ็นสำหรับในฤดูหนาว ส่วนฤดูอื่นๆควรมีความชื้นมากกว่า 80 เปอร์เซ็น

กล้วยไม้เจริญเติบโตที่ระดับความสูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

กล้วยไม้เอื้อง Ornithidium coccineum Orchid

ชื่ออื่นๆ : Maxillaria coccinea, Camaridium coccineum, Cymbidium coccineum, ...
ถิ่นกำเนิด : โคลัมเบีย เวเนซุเอลา และหมู่เกาะแอนทิลลีส
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น


กล้วยไม้เอื่อง Ornithidium coccineum
(www.orchidspecies.com)
       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบในปี 1760 เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย(เจริญเติบโตบนต้นไม้)ขนาดเล็ก--บ่อยครั้งที่มันเจริญเติบโตบนดิน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในป่าที่มีระดับความสูง 500 ถึง 1000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล กล้วยไม้มักเติบโตในบริเวณที่มีความชื้นสูงหรือบริเวณที่มีตะไคร่น้ำ ดอกมีขนาดเล็กมาก--ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ดอกมีสีแดงและส้ม ลักษณะการเบ่งบานของดอก มันจะบานไม่เต็มที่--กึ่งตูมกึ่งบานเหมือนดอกทิวลิป






กล้วยไม้เอื่อง Ornithidium coccineum
(http://orchids.la.coocan.jp/)
       กล้วยไม้ชนิดนี้นิยมปลูกโดยใช้กาบมะพร้าวสักเป็นชิ้นเล็กๆ อาจใช้สแฟกนั่มผสมด้วยก็ได้ กล้วยไม้ต้องการแสงแดดรำไร ต้องการความชื้นสูงถึง 80 เปอร์เซ็น กล้วยไม้ชนิดนี้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี กล้วยไม้จะไม่ออกดอกหากอุณหภูมิต่ำกว่า 12 องศาเซียลเซียส

       กล้วยไม้สกุล Ornithidium ถูกสร้างขึ้นในปี 1812 สกุลนี้เป็นสกุลที่นักพฤกษาศาสตร์ได้โต้เถียงกันมาเป็นเวลานาน 30 ปีก่อนหน้านี้ สกุลนี้เกือบจะถูกเลิกใช้ แล้วมาใช้สกุล Maxillaria แทน แต่ปัจจุบันกล้วยไม้ชนิดนี้ถูกบันทึกว่าอยู่ในสกุล Maxillaria




ภาพวาดของกล้วยไม้ชนิดนี้
(http://commons.wikimedia.org/)

กล้วยไม้เอื้อง Neomoorea wallisii Orchid

ชื่ออื่นๆ : Neomoorea irrorata, Moorea irrorata
ถิ่นกำเนิด : โคลัมเบีย ปานามา
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานกลาง - อบอุ่น



รูปกล้วยไม้
(www.orchidspecies.com)
       กล้วยไม้ถูกค้นพบในปี 1890 โดย Robert A. Rolfe--ผู้ดูแลหอพรรณกล้วยไม้ 'Kew' คนแรก กล้วยไม้ชนิดนี้เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยอยู่บนต้นไม้ เติบโตที่ระดับความสูง 50 ถึง 100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีลำลูกกล้วยรูปทรงไข่ ใบมีขนาดใหญ่--ยาว 60 เซนติเมตร และมีร่องกลีบขนานขอบใบ กล้วยไม้ชนิดนี้มักเจริญเติบโตโดยเกาะอยู่ตามต้นไม้ในป่าร้อนชื้น มีช่อดอกตั้งตรง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 10 ดอก ช่วงปลายของกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมักมีสีเหลืองเข้ม-ส้ม ส่วนช่วงกลางๆจะมีสีขาว กลีบปากมีสีทอง และมีลายจุดสีม่วงเข้ม ออกดอกในฤดูร้อน





รูปกล้วยไม้
(www.aaoe.fr)
       นิยมปลูกกล้วยไม้ชนิดนี้ในกระถางพลาสติก ใส่กาบมะพร้าวแห้งและผสมสแฟกนั่มมอสด้วยเล็กน้อย กล้วยไม้ชนิดนี้ต้องการแสงไม่มาก--แสงแดดรำไร แต่ต้องการความชื้นสูงกว่า 80% และชอบอากาศร้อน

       เมื่อกล้วยไม้เจริญเติบโตเต้มที่แล้วมันจะออกดอก ดอกบานทนนานประมาณ 1 สัปดาห์ และหลังจากที่ดอกร่วงแล้ว กล้วยไม้จะแตกหน่อใหม่ ในช่วงการแตกหน่อ ควรให้ความชื้นมากขึ้นกว่าปกติ และต้องการอุณหภูมิลดลง--แต่ไม่ควรต่ำกว่า 15 องศา



       กล้วยไม้สกุล Neomoorea เป็นกล้วยไม้ที่มีสายพันธุ์เป็นเอกลักษณ์ มันไม่สามารถผสมเกสรกับสายพันธุ์อื่นๆได้ แม้ว่ากล้วยไม้ชนิดนี้จะหายาก แต่ก็เปลี่ยนกล้วยไม้ที่ปลูกเลี้ยงได้ง่าย

กล้วยไม้เอื้อง Miltoniopsis vexillaria Orchid

กล้วยไม้เอื้อง Miltoniopsis vexillaria
(http://en.wikipedia.org/)
ชื่ออื่นๆ : Miltonia vexillaria, Odontoglossum vexillarium, Pannsy orchids
ถิ่นกำเนิด : โคลัมเบีย เอกวาดอร์
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : หนาวเย็น

       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบในปี 1866 เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่มักพบบริเวณริมป่าที่มีระดับความสูงถึง 2,500 เมตร ใบกล้วยไม้มีสีเขียวซีด ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกยาว 30 เซนติเมตร แต่ละช่อมีดอกอย่างหนาแน่น--ประมาณ 4 ถึง 9 ดอก ดอกมีขนาด 5 ถึง 10 เซนติเมตร สีของดอกกล้วยไม้มีหลากหลาย ส่วนใหญ่จะมีสีขาวและชมพู มีกลีบปากสีเหลือง กล้วยไม้ออกดอกตลอดปี








กล้วยไม้เอื้อง Miltoniopsis vexillaria
(http://www.orchidspecies.com/)

       กล้วยไม้ชนิดนี้มักถูกนำไปผสมกับสายพันธุ์อื่นๆ

       กล้วยไม้ชนิดนี้ทนความหนาวเย็นได้ดีแม้ว่าสภาพอากาศ 0 องศาเซียลเซส--ไม่ตายแต่ไม่เติบโต อุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรต่ำกว่า 10 องศา










กล้วยไม้เอื้อง Miltoniopsis vexillaria
(www.flickr.com)

       กล้วยไม้ต้องการความชื้นสูง โดยเฉพาะบริเวณรอบๆราก อาจใช้สแฟกนั่มใส่ไว้บริเวณรอบๆราก

กล้วยไม้เอื้อง Miltonia regnellii Orchid

รูปกล้วยไม้ Miltonia regnellii
(http://www.orchidspecies.com/)
ชื่ออื่นๆ : Oncidium reguellii
ถิ่นกำเนิด : บราซิล
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานกลาง - อบอุ่น

       กล้วยไม้ถูกค้นพบในปี 1846 เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่เติยโตในป่าร้อนชื้นในประเทศบราซิล กล้วยไม้มักเกาะอาศัยอยู่ตามกิ่งของต้นไม้ กล้วยไม้มีลำลูกกล้วยประมาณ 10 เซนติเมตร ช่อดอกชี้ขึ้นแล้วโค้งลงดิน ช่อดอกยาว 40 เซนติเมตร แต่ละช่อมีดอกประมาณ 5 ถึง 10 ดอก ดอกมีกลิ่นหอมและมีสีสันที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะมีสีขาวและเหลือง กลีบปากสีชมพูหรือม่วงไวโอเล็ท ออกดอกตลอดปี








รูปกล้วยไม้ Miltonia regnellii
(http://www.orchidboard.com/)

       กล้วยไม้ชนิดนี้กลูกได้ดีในกระถางไม้ มันเติบโตได้ดีหากมีความชื้นในอากาศสูง ดังนั้นควรใช้สแฟกนั่มเป็นวัสดุในการปลูก

       หากสภาพอากาศระหว่างกลางวันและกลางคืนมีค่าต่างกันไม่มาก จำทำให้กล้วยไม้ชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดี











       กล้วยไม้เจริญเติบโตที่ระดับความสูง 300 ถึง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลำลูกกล้วยเป็นรูปไข่ มักออกดอกในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน--หากกล้วยไม้อุดมสมบูรณ์ มันจะออกดอกได้ตลอดปี

       น่าแปลกที่กล้วยไม้สกุล Miltonia ไม่จัดอยู่ในกลุ่มกล้วยไม้พันธุ์ผสมสกุล Miltoniopsis ทั้งๆที่มันมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่ใกล้เคียงกันมาก คุณสามารถพบเห็นกล้วยไม้พันธุ์ผสมได้เช่น Milpasia--เกิดจากการผสมระหว่าง Aspasia และ Miltada

กล้วยไม้สายพันธุ์ผสม x Miltassia Orchid

กล้วยไม้สายพันธุ์ Mtssa. Shelob 'Tolkien'
ชื่ออื่นๆ : พันธุ์ผสม
ถิ่นกำเนิด : เกิดจากสกุล Brassia ผสมกับสกุล Miltonia
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต :

       การผสมกล้วยไม้สกุล Brassia กับสกุล Miltonia จะได้กล้วยไม้สกุลใหม่ คือ สกุล Miltassia ลักษณะดอกจะมีเหมือนกล้วยไม้สกุล Miltoniopsis แต่ว่ากล้วยไม้สกุลนี้จะมีความเหมาะสมที่จะปลูกที่บ้านมากกว่า---ทนสภาพอากาศร้อนได้ดีกว่า ดอกมีสีม่วงไวโอเล็ท สีม่วง สีโทนดำ(ดังรูปด้านขวามือ) และสีชมพู

       กล้วยไม้สกุลนี้มักปลูกในกระถางพลาสติก เป็นกล้วยไม้ที่ต้องการแสงแดดน้อย ความชื้นในอากาศประมาณ 70% ถ้ากล้วยไม้ได้รับแสงแดดมาก ใบจะมีสีแดง ถ้าหากแสงไม่เพียงพอ ใบจะมีสีเขียวเข้ม ออกดอกในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ก่อนกล้วยไม้จะออกดอก(ช่วงฤดูหนาว) มันจะเกิดใบใหม่--ควรหยุดการให้น้ำ(หรือให้น้ำน้อยลง)



ลักษณะต้นกล้วยไม้สกุล Miltassia
(http://www.orchidboard.com/)

       กล้วยไม้สกุล Miltassia ซึ่งนำไปผสมพันธุ์กล้วยไม้ให้ได้สกุลใหม่ เช่น

สกุล Aliceara -- มาจากสกุล Miltassia ผสมกับสกุล Oncidium

สกุล Beallara -- มาจากสกุล Miltassia ผสมกับสกุล Cochlioda x Odontoglossum

กล้วยไม้ 2 สกุลดังกล่าว เหมาะในการนำมาปลูกที่บ้าน

กล้วยไม้เอื้อง Maxillaria picta Orchid

ชื่ออื่นๆ : Maxillaria leucocheile, Maxillaria fuscata, Maxillaria kreysigii, Maxillaria rupestris
ถิ่นกำเนิด : ประเทศบราซิล
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานกลาง


กล้วยไม้เอื้อง Maxillaria picta
(http://www.orchid-nord.com)
       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกเขียนอธิบายไว้ในปี 1832 โดย William Hooker เป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตบนต้นไม้และบนหน้าผาหน้าโขดหิน ลำลูกกล้วยเจริญเติบโตเป็นแพร ลำลูกกล้วยพัฒนาใบที่ยาวถึง 50 เซนติเมตร ช่อดอกแทงยอดออกจากฐานของลำลูกกล้วย ช่อดอกยาวประมาณ 15 เซนติเมตร มักออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ดอกมีสีเหลือง มีกลิ่นหอม--ส่งกลิ่นประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน









รูปดอกกล้วยไม้ Maxillaria picta
(http://www.orchidspecies.com/)
รูปดอกกล้วยไม้ Maxillaria picta
(http://en.wikipedia.org/)
       นิยมปลูกกล้วยไม้ชนิดนี้ไว้ในประถางที่ใช้สแฟกนั่ม เป็นกล้วยไม้ที่เติบโตดีในสภาพอากาศร้อน แต่ว่าทนความเย็นได้พอสมควร--แม้ว่าอุณหภูมิจะต่ำถึง 10 องศา กล้วยไม้จะออกดอกในฤดูหนาว

กล้วยไม้เอื้อง Masdevallia veitchiana Orchid

ชื่ออื่นๆ :
ถิ่นกำเนิด : เปรู
การเพาะปลูก : ค่อนข้างยาก - ยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : เย็น

       กล้วยไม้ถูกค้นพบในปี 1867 ส่วนใหญ่ของกล้วยไม้ชนิดนี้จะเจริญเติบโตตามรอยแตกของหิน ในโพรงต้นไม้ บนโขดหิน บนหน้าผาและบนดิน แต่ก็มีบ้างที่อิงอาศัยอยู่กับต้นไม้ พบกล้วยไม้ชนิดนี้ที่ประเทศเปรู โดยเฉพาะรอบๆ"เมืองสาบสูญแห่งอินคา"--ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง เป็นหนึ่งในกล้วยไม้ที่มีการเติบโตในที่ระดับความสูง--ที่สูง 2,000 ถึง 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีใบที่หนา ยาว 40 เซนติเมตร ออกดอกเดี่ยว ช่อดอกโค้งลง ดอกมีขนาดกว้าง 5 เซนติเมตร และสูง 15 เซนติเมตร








       ส่วนใหญ่นิยมใช้สแฟกนัมในการปลูก เนื่องจากกล้วยไม้ชนิดนี้ต้องการความชื้นสูง และต้องการแสงแดดมาก--ปลูกกลางแจ้ง มันเป็นกล้วยไม้ที่เลี้ยงยากเนื่องจากมันไม่ทนต่ออุณหภูมิที่สูงกว่า 22 องศา ถ้าเอากล้วยไม้ชนิดนี้มาปลูก ต้องเปิดพัดลมให้มัน หรือไม่ก็ต้องเลี้ยงในห้องแอร์

*ในประเทศร้อนเช่นประเทศไทย กล้วยไม้ชนิดนี้คงหาดูได้ยาก... หรือหาดูไม่ได้เลย

กล้วยไม้เอื้อง Ludisia discolor Orchid | สกุลว่านน้ำทอง

ชื่ออื่นๆ : Haemaria discolor, Ludisia furetii
ลักษณะของดอกกล้วยไม้
(www.orchidspecies.com)
ถิ่นกำเนิด : จีน อินเดีย พม่า มาเลเซีย
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานปลาง - อบอุ่น

กล้วยไม้ถูกบรรยายไว้ในปี 1818 เป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตอยู่บนพื้นดิน บ่อยครั้งที่พบอยู่บนหิน มักพบในบริเวณที่ใกล้กับลำน้ำ เติบโตในป่าดิบชื้น ป่าชายเลน ที่ระดับความสูง 70 ถึง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล







ภาพกล้วยไม้ที่อยู่ในกระถาง
(www.repotme.com)
ใบกล้วยไม้มีสีเขียวเข้ม ส่วนหลังใบมีสีแดงเข้ม บนใบมีเส้นสีที่เห็นได้ชัดเจน ใบมีขนาด 7 ถึง 10 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตั้งตรง ช่อดอกยาว 10 ถึง 30 เซนติเมตร แต่ละช่อดอกมีดอกประมาณ 10 ถึง 15 ดอก ดอกมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม บานทนนานประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์



กระถางที่ใช้ในการปลูกส่วนใหญ่จะเป็นทรงกว้างมากกว่าทรงสูง--เนื่องจากกล้วยไม้เจริญเติบโตทางด้านข้าง ส่วนวัสดุที่นิยมนำมาใช้ปลูก คือ ดิน 50% และเปลือกไม้อีก 50% ปลูกกล้วยไม้ไว้ในร่ม ถ้ากล้วยไม้ถูกแดดมากเกินไป ใบเป็นสีแดง กล้วยไม้ต้องการความชื้นสูงตลอดไป มันทนสภาพอากาศได้หลากหลายพอสมควร ในฤดูร้อนกล้วยไม้อาจทนความร้อนได้สูงถึง 35 องศา ส่วนในฤดูหนาวกล้วยไม้ทนได้ในอุณหภูมิ 5 องศา




กล้วยไม้
(th.wikipedia.org)
กล้วยไม้ชนิดนี้ง่ายต่อการเพาะปลูก คือ ตัดส่วนของลำต้นที่มีใบ 3 ถึง 4 ใบแล้วนำไปปักลงดิน ไม่นานมันจะเกิดรากขึ้นแล้วเจริญเติบโตต่อไป

กล้วยไม้เอื้อง Lophiaris lanceana Orchid

ชื่ออื่นๆ : Trichocentrum lanceana
ถิ่นกำเนิด : เวเนซุเอลา, บราซิล, ฝรั่งเศษ(เฟรนช์เกียนา), ตรินิแดด
การเพาะปลูก : ค่อนข้างยาก ยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น

ดอกกล้วยไม้เอื้อง Trichocentrum lanceana
(http://www.orchidspecies.com
/)
       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกบรรยายไว้ในปี 1836 โดยนักกล้วยไม้ผู้โด่งดัง ชื่อ John Lindley. เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่แทบจะมองไม่เห็นลำต้น(ลำลูกกล้วย) ใบกล้วยไม้มีขนาด 30 ถึง 50 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกจะชี้ขึ้นด้านบน ช่อดอกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ดอกมีสีแดงเข้ม-น้ำตาล เหลือง แต่กลีบปากมีสีชมพูที่เด่นชัด









       นิยมปลูกกล้วยไม้ไว้ในกระถางพลาสติก เป็นกล้วยไม้ที่ชอบการอยู่ในร่ม และต้องการความชื้นมากกว่า 80% ในช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงพักตัว(ประมาณ 3 สัปดาห์) เพื่อเริ่มการออกดอก รักษาสภาพอากาศให้คงที่ ไม่ควรมีอุณหภูมิต่ำกว่า 17 องศา



       ภายหลังจากเลิกใช้สกุลนี้--ที่สร้างขึ้นในปี 1838 มันถูกย้ายไปเป็นกล้วยไม้สกุล Oncidium เนื่องจากกล้วยไม้ชนิดนี้มีลำลูกกล้วยที่เล็ก และมีใบเหนียว

กล้วยไม้สายพันธุ์(หวาย) Dendrobium unicum Orchid

ชื่ออื่นๆ : Unique Dendrobium
ถิ่นกำเนิด : ไทย ลาว
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น

       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบในช่วง 1970 เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยอยู่บนต้นไม้อื่นที่อยู่ในป่าเขตร้อน ลำต้นจะยืดยาวออก แล้วมีกาบบางๆหุ้มลำต้น ดอกแทงยอดออกจากลำต้น--เป็นกล้วยไม้ที่ไม่เหมือนกล้วยไม้ชนิดอื่น มันจึงได้ชื่อว่า Unique Dendrobium มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีส้ม กลีบปากมีลักษณะเป็นท่อ เมื่อดอกบานเต็มที่ จะเหมือนนิ้วมือ และมีกลิ่นหอม




       กล้วยไม้หวายชนิดนี้ปลูกเหมือนกล้วยไม้สกุลหวายทั่วไป ปลูกในกระถางดินเผา กระถางไม้ หรือผูกไว้กับต้นไม้ กล้วยไม้ต้องการแสงแดดมาก และต้องการความชื้นมากกว่า 70 เปอร์เซ็น ในฤดูใบไม้ร่วง กล้วยไม้ชนิดนี้จะทิ้งใบจนหมด ซึ่งเป็นช่วงพักตัวของกล้วยไม้ ในช่วงนี้ควรรักษาความชื้นไว้ เพื่อไม่ให้ลำลูกกล้วยแห้งตาย


       กล้วยไม้อีกชนิดที่เหมือนกล้วยไม้ชนิดนี้ คือ กล้วยไม้สกุลหวาย Dendrobium arachnites ซึ่งเจริญเติบโตในประเทศพม่า มีวิธีการปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์เหมือนๆกัน

กล้วยไม้สายพันธุ์ Disa uniflora Orchid

ชื่ออื่นๆ : Disa grandiflora, Satyriom grandiflorum
ถิ่นกำเนิด : แอฟริกาใต้
การเพาะปลูก : ยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : เย็น

       เป็นกล้วยไม้ที่ถูกบรรยายไว้ในช่วงยุค ค.ศ. 1800 เป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตบนก้อนหินหรือบนดิน พบตามริมแม่น้ำ เจริญเติบโตที่ระดับความสูง 800 ถึง 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ใบและช่อดอกเจริญเติบโตมาจากเหง้า ดอกมีสีชมพู แดง ส้ม และมีลายสีเหลือง
















       กล้วยไม้ดินชนิดนี้ไม่ทนทั้งความร้อนและความเย็น หากจะนำมาเลี้ยง จำเป็นต้องสร้างโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิได้ ช่วงที่ร้อนที่สุด อุณหภูมิไม่ควรเกิน 20 องศา การปลูกกล้วยไม้ชนิดนี้ ต้องใช้ดินที่มีการระบายน้ำที่ดีมาก เพราะรากเน่าง่าย และน้ำต้องสะอาดอย่างมาก

กล้วยไม้สายพันธุ์ Phalaenopsis pulcherrima Orchid

ชื่ออื่นๆ : Doritis pulcherrima, Phalaenopsis esmeralda (กล้วยไม้สกุลม้าวิ่ง และสกุลฟาแลนนอปซิส)
ถิ่นกำเนิด : จีน ำม่า มาเลเซีย เวียดนาม เกาะสุมาตรา
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น


รูปภาพกล้วยไม้ จาก orchidspecies.com
       เป็นกล้วยไม้ที่เติบโตทั้งบนต้นไม้ บนโขดหิน หรือแม้แต่บนดิน มักขึ้นในบริเวณที่ชื้นสูง ที่มีมอสปกคลุมหนาแน่น ใบมีความอุดมสมบูรณ์และเหนียว สีของใบจะมีสีม่วงปะปนมานิดๆ ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีหลากหลายสี เช่น สมพู ม่วง หรือสีส้ม มีกลีบปากสีเหลืองอ่อน

       อุณหภูมิไม่ควรต่ำกว่า 16 องศา และความชื้นควรมากกว่า 70 เปอร์เซ็น






รูปภาพกล้วยไม้ จาก wikipedia.org



กล้วยไม้สายพันธุ์ Dracula chimaera Orchid

ชื่ออื่นๆ : Dracula orchid "little dragon"
ถิ่นกำเนิด : โคลัมเบีย
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : เย็น

       เป็นกล้วยไม้ที่ถูกค้นพบในปี 1870 โดย Benedict Roezl กล้วยไม้เติบโตที่ความสูง 1,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ก่อนถูกจัดในสกุล Masdevallia แต่ช่วงหลังเปลี่ยนสกุลมาเป็น Dracula--เป็นสกุลใหม่ทีเกิดขึ้นในปี 1978. เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยขนาดเล็กที่เติบโตบนต้นไม้ ออกดอกเดี่ยว ช่อดอกเอนอ่อนเล็กน้อย ดอกมีสีน้ำตาล และมีขน ดอกมีกลิ่น









       กล้วยไม้ชนิดนี้มีวิธีการปลูกเหมือนกล้วยไม้ๆกันในสกุลเดียวกัน ปลูกได้หลายวิธี กล้วยไม้ต้องการแสงแดดมากพอสมควร ใช้ซาแลนกรองแสง และควรมีความชื้น 70 ขึ้นไป อากาศระบายได้ดี


       หลักการในการผสมเกสรยังไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจนัก หน้าตาของดอกกล้วยไม้ก็ไม่ได้ดึงดูดแมลง ในขณะที่กลีบปากเคลื่อนที่ได้เมื่อมีแมลงมาเกาะ--ราวกับว่ามันหลบแมลง

กล้วยไม้สายพันธุ์ Epidendrum ciliare Orchid

ชื่ออื่นๆ : Auliza ciliaris, Epidendrum viscidum
ถิ่นกำเนิด : บราซิล เม็กซิโก หมู่เกาะแอนทิลลีส กายอานา
การเพาะปลูก : ... ไม่ยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น

       ค้นพบโดย Charles Plumier ในปี 1703. เป็นหนึ่งในกล้วยไม้ที่เป็นที่รู้จักในช่วงแรกๆของชาวอเมริกัน เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่เจริญเติบโตในเขตร้อนเกือบทุกที่--บนต้นไม้ ในสวน เติบโตที่ความสูง 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในอเมริกากลางมันถูกจัดให้เป็นพืชที่ไม่ใช่กล้วยไม้ ลำต้นของกล้วยไม้จะสร้างช่อดอก ดอกมีสีขาวและเขียว มีกลิ่นหอม








       กล้วยไม้ชนิดนี้ง่ายต่อการปลูก ต้องการแสงแดดมาก อุณหภูมิไม่ควรต่ำกว่า 15 องศา โดยทั่วไปกล้วยไม้ชนิดนี้จะออกดอกหลายครั้งต่อไป---ออกดอกตลอดปี

กล้วยไม้ชนิด Epidendrum ibaguense Orchid

ชื่ออื่นๆ : -
ถิ่นกำเนิด : โคลัมเบีย บราซิล เวเนซุเอลา
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานกลาง

       ค้นพบกล้วยไม้ชนิดนี้ในปี 1816 โดย Alexander von Humboldt และ Aime Bonpland พบกล้วยไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ข้างทางใกล้เมือง Ibague--โคลัมเบีย เป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตเป็นกลุ่มในทุ่งหญ้า ลักษณะเหมือนต้นไผ่ ออกดอกเป็นกระจุก ออกดอกสีส้ม ชมพู หรือแดง





       มักปลูกกล้วยไม้ชนิดนี้ในกระถางที่มีการระบายน้ำได้ดี เป็นกล้วยไม้ที่ต้องการแสงแดดมาก--ปลูกตากแดดได้เลย ตอนกลางคืนต้องการความเย็น แต่ไม่ควรเย็นกว่า 17 องศา


       กล้วยไม้ชนิดนี้มักจะสับสนกับกล้วยไม้อีกชนิด คือ Epidendrum radicans ซึ่งเป็นกล้วยไมที่พบในอเมริกากลาง--พบตามขอบถนนเช่นกัน

กล้วยไม้สกุลแคทลียา สายพันธุ์ anceps | Cattleya anceps Orchid

ชื่ออื่นๆ : Laelia anceps, Bletia ancepe
ถิ่นกำเนิด : เม็กซิโก ฮอนดูรัส กัวเตมาลา
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต :


       ผู้เชียวชาญด้านต้นไม้ นามว่า "John Lindley" ได้บรรยายลักษณะกล้วยไม้ชนิดนี้ไว้ในปี ค.ศ. 1835 เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่มีลำลุกกล้วยยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ฐานของลำลูกกล้วยจะพัฒนาช่อดอกออกมา ช่อดอกโค้งเล็กน้อย ช่อดอกยาวถึง 1 เมตร ออกดอกเป็นกลุ่ม แต่ละช่อดอกมีดอกหลายดอก ดอกมีสีชมพู-ม่วง ในธรรมชาติมักพบกล้วยไม้ชนิดนี้เกาะอยู่บนต้นสน--พบทั้งอยู่บริเวณที่มีร่มไม้และบริเวณกลางแจ้ง--นี้ทำให้ใบและลำต้นมีสีแดงข้มเล็กน้อย แต่ไม่เป็นอุปสักต่อการปลูกเลี้ยง




       กล้วยไม้แคทลียาชนิดนี้มักเกาะ การนำกล้วยไม้มาปลูกจึงนิยมใช้เปลือกไม้เป็นวัสดุปลูก ต้องการแสงแดดมาก ความชื้นไม่ควรต่ำกว่า 70% ออกดอกในฤดูหนาว เป็นกล้วยไม้ที่ทนทานต่อความร้อนได้ดี

       ตามป่าตามธรรมชาติ กล้วยไม้ชนิดนี้มีชนิดย่อยอีกหลากหลายสายพันธุ์ ขึ้นอยู่กับพื้นที่ๆเจริญเติบโต บางชนิดย่อย มีดอกสีขาว-น้ำตาล บ่อยครั้งที่กล้วยไม้ชนิดนี้ผสมกับสกุลแคทลียา