กล้วยไม้สกุลซิมบิเดียม | Cymbidium lowianum Orchid

ชื่ออื่นๆ : Cymbidium giganteum, Cyperorchis lowiana, Cymbidium hookerianum
ถิ่นกำเนิด : พม่า จีน และไทยแลนด์
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อากาศเย็น


เป็นกล้วยไม้สะสมของนาย Boxall ผู้ซึ่งส่งกล้วยไม้ไปให้ Messer Lows ในครั้งแรก กล้วยไม้ถูกตั้งชื่อว่า Cymbidium giganteum เป็นกล้วยไม้ที่เติบโตในระดับความสูง 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล กล้วยไม้อิงอาศัยอยู่กับต้นไม้อื่นๆ มีลำลูกกล้วยยาวถึง 20 เซนติเมตร มีใบยาวประมาณ 2 เมตร ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกอาจยาวถึง 1.5 เมตร ดอกมีขนาด 8-10 เซนติเมตร ดอกมีสีเขียมอมแดง มีกลีบปากสีส้ม-ม่วง








นิยมปลูกกล้วยไม้ชนิดนี้ในกระถางขนาดใหญ่ เพราะเป็นกล้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่













กล้วยไม้สายพันธุ์ Cymbidium finlaysonianum Orchid

ชื่ออื่นๆ : Cymbidium wallichii, Cymbidium tricolor
ถิ่นกำเนิด : แถบเอเชีย ไทย ฟิลิปิน อินโดนิเซีย เวียดนาม
การเพาะปลูก : ง่าย
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น


       เป็นกล้วยไม้ที่ค้นพบในช่วงยุค 1900 ค้นพบในประเทศเวียดนาม เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่มีลำลูกกล้วยแบนราบ ใบอาจยาวได้ถึง 1 เมตร ช่อดอกย้อยลงพื้น มีดอกหลายดอก ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของกล้วยไม้ ดอกมีสีเขียวอมเหลือง มีลายสีแดง

       กล้วยไม้สกุลนี้ปลูกไม้ยาก ปลูกในกระถางไม้แล้วใส่กาบมะพร้าว กล้วยไม้ต้องการแสงแดดมาก และต้องการความชื้นสูงตลอดปี ในฤดูหนาวควรเว้นช่วงการลดน้ำ

       กล้วยไม้ชนิดนี้เติบโตในระดับความสูงไม่เกิน 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สกุลนี้มีกล้วยไม้ที่มีดอกคล้ายกัน คือ ซิมบิเดียม aloifolium, C. atropurpureum, C. bicolor, C. elongatum, and C. madidum เป็นต้น




















กล้วยไม้สายพันธุ์ Cymbidiella rhodochila Orchid

ชื่ออื่นๆ : Caloglossum rhodochilum (Rolfe) Schltr. 1918
Cymbidiella pardalina Rchb.f. Garay 1976
Cymbidium rhodochilum Rolfe 1904
Grammangis pardalina Rchb.f 1851

ถิ่นกำเนิด : มาดากัสการ์
การเพาะปลูก : ค่อนข้างยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : อบอุ่น

       กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบในยุคปี 1900 เป็นกล้วยไม้ที่นำเข้ายุโรปในปี 1900 และปลูกในสวน Kew ตามธรรมชาติ กล้วยไม้ชนิดนี้จะอิงอาศัยอยู่บนต้นไม้ มักพบกล้วยไม้ชนิดนี้อยู่คู่กับ"เฟินชายผ้าสีดา" ดอกมีสีเขียวและแดง ขนาด 8 ซม. ออกดอกในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ กล้วยไม้ชนิดนี้มักนิยมปลูกในกระถางดินเผา ใช้ขุยมะพร้าวเป็นวัสดุปลูก เป็นพืชที่ต้องการอุณหภูมิอย่างน้อย 18 องศา และความชื้นมากกว่า 70%  รากต้องชื้นอยู่ตลอดเวลา รากมีความเปราะบางมาก ควรเปลี่ยนกระถางเท่าที่จำเป็น





















รูปภาพจาก
1. wikimedia.org
2. www.orchidspecies.com
3. www.orchidboard.com


กล้วยไม้ชนิด Comparettia speciosa Orchid

ชื่ออื่นๆ : -
ถิ่นกำเนิด : ประเทศเอกวาดอร์
การเพาะปลูก : ยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานกลาง

กล้วยไม้ Comparettia speciosa
       ถูกค้นพบในปี 1877 โดย Edward Klaboch เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่เจริญเติบโตในที่ร้อนและชื้น เติบโตที่ระดับความสูง 700 - 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล กล้วยไม้ชนิดนี้มีเหง้าขนาดเล็ก และลำลูกกล้วยไม้เจริญมาจากเหง้าดังกล่าว ลำลูกกล้วยจะมีใบเพียง 1 ใบ ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีประมาณ 4 ถึง 6 ดอก ต่อช่อ ดอกมีขนาด 3 ซม

       กล้วยไม้ชนิดนี้นิยมปลูกโดยใช้เปลือกสนผสมกับสแฟกนั่ม ต้องการแสงแดดจัดและความชื้นสูงมากกว่า 60%  ในยามเช้าของฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ควรมีหมอก เพื่อให้รากกล้วยไม้ชุ่มชื้นในตอนเช้า และแห้งในตอนเย็น ในช่วงฤดูหนาว กล้วยไม้ชนิดนี้จะทิ้งใบหมด ซึ่งเป็นช่วงการพักตัว(หลายๆครั้งพบว่ากล้วยไม้พักแล้วไม่ฟื้น) ในขณะพักตัว ควรให้น้ำน้อยลง เหลือประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์

       กล้วยไม้สกุล Comparettia มีสายพันธุ์ประมาณ 15 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นกล้วยไม้ท้องถิ่นของอเมริกาใต้ ชื่อของสกุลมาจากนักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี ชื่อ Andreo Comparetti

กล้วยไม้สายพันธุ์ Coelogyne corymbosa Orchid

ชื่ออื่นๆ : Pleione corymbosa, Coelogyne taronensis
ถิ่นกำเนิด : เนปาล อินเดีย ทิเบต พม่า บังกลาเทศ
การเพาะปลูก : ค่อนข้างยาก
สภาพอากาศที่เจริญเติบโต : ปานกลาง

กล้วยไม้สายพันธุ์ Coelogyne corymbosa
       ในปี 1822 กล้วยไม้ถูกพบในประเทศเนปาล ที่ความสูง 1,500 - 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่มีลำลูกกล้วยกว้าง 5 ถึง 10 เซนติเมตร  กล้วยไม้ชนิดนี้มักเจริญเติบโตบนต้นไม้หรือบหินที่มีมอสเยอะในป่าเขตร้อนและมีหมอกหนาปกคลุม ดอกมีสีขาวและเหลือง ออกดอกเป็นกลุ่ม 6 ถึง 10 ดอก ช่อดอกชี้ขึ้นฟ้า

       นิยมปลูกกล้วยไม้ชนิดนี้ในกระถางไม้ ใช้สแฟกนั่มเป็นวัสดุในการปลูก ต้องการแสงแดดมากพอสมควร ความชื้นมากกว่า 60% ขึ้นไป ช่วงกลางคืนอุณหภูมิประมาณ 15 องศา การปลูกเลี้ยงในที่อากาศถ่ายเทได้ดี จะช่วยลดการเกิดโรครากเน่าได้